รูปร่างถึงเหมือนคน Moai นั้นคืออะไร ไขปริศนาให้กระจ่าง

การไขปริศนาของโมอายแท้จริง

เป็นที่สรุปออกมาแล้วว่า โมอาย (Moai) กว่า 900 ตัว ที่ถูกค้นพบบนเกาะอีสเตอร์ เป็นฝีมือการประดิษฐ์ของมนุษย์ชาวโพลิเนเชียนนั่นเองเอง เนื่องจากหลักฐานระบุว่า ที่บนเกาะแห่งนั้นมีเหมืองหินขนาดใหญ่อยู่แล้ว การแกะสลักโมอายทั้งหมดจึงใช้วัตถุดิบจากหินภูเขาไฟซึ่งมีความแข็งและคมกว่าหินภายในเหมืองหิน มาเป็นเครื่องมือในการแกะสลันั่นเอง

เหตุใดอารยธรรมเหล่านี้จึงสาปสูญไป

เหตุผลที่อารยธรรมของพวกเขาเหล่านี้สาปสูญไป ก็เป็นเพราะพวกเขาได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่บนเกาะจนหมดสิ้นไปแล้ว จากเดิมเป็นเกาะแห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ที่คอยกำบังแดดร้อนให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป  เมื่อมรัพยากรสิ้นสุดลง ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องไปหลบแดดอยู่ภายในถ้ำ นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ยังพบอีกด้วยว่า บนเกาะแห่งนี้ได้เกิดสงครามเพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองบนเกาะกัน รวมไปถึงมีการใช้สิทธิขาดในการใช้ทรัพยากร ย่างไรก็ตาม พวกเขาก็พยายามหาทางแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ โดยการจัดการแข่งขัน ‘มนุษย์นกขึ้น’ (Birdman) ซึ่งการแข่งขันแบบสุดหฤโหดนี้จะคัดเลือกตัวแทนของแต่ละเผ่าที่เก่งที่สุดออกมา และจะมาวิ่งแข่งลงจากหน้าผาที่สูงชันถึง 1000 ฟุต ต่อด้วยการว่ายน้ำฝ่าฝูงฉลามไปยังเกาะนกนางนวล จากนั้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเลือกหยิบไข่นกนางนวลกลับมา ก่อนจะว่ายน้ำกลับมาเพื่อนำไข่ไปให้แก่ผู้นำของตนเอง หากเผ่าใดสามารถชนะการแข่งขันครั้งนี้ได้ หัวหน้าเผ่าเหล่านั้นก็จะเป็นผู้นำที่สามารถใช้สิทธิอันเด็ดขาด และมีอำนาจสูงสุดในการปกครองเกาะแห่งนี้ไปอีก 1 ปี พอครบปี ก็จะมีการคัดเลือกผู้นำเกาะคนใหม่ขึ้นมาแทน

fifa55

มรดกโลกเกี่ยวข้องกับ Moai ยังไง

เมื่อปี พ.ศ. 2533 โมอายได้ถูกรับเลือกให้เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้ ได้แก่

  • โมอายถือเป็นตัวแทนผลงานชิ้นเอกที่ถูกสร้างขึ้นจากการสร้างสรรค์อันแสนชาญฉลาด
  • โมอายเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ยังคงปรากฏให้คนทั่วโลกได้เห็นและสัมผัสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
  • โมอายเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ รวมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม อันบ่งบอกถึงกรรมวิธีการก่อสร้าง หรือการลงหลักปักฐานของมนุษย์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เสื่อมสลายได้ง่ายจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ใช้เรียนรู้เพื่ออนาคตได้เป็นอย่างดี

FIFA 2018 สุดยอดเกมส์ เพียงแค่ได้ยินชื่อ FIFA ทุกคนต้อง ร้อง….โอ้ เป็นเสียงเดียวกัน !!!

จากวันนี้ก็ผ่านไปปีนึงแล้วที่เราสนุกสนานกับ FIFA17 หรือ PES 2017 (แล้วแต่คนเล่น) ส่วนปีนี้ศึกสงครามระหว่างเกมบอล 2 เกมนี้ก็ยังเป็นเรื่องชวนดราม่าบนโลกโซเชียลอีกเช่นเดิม และก็คงเป็นประเด็นที่นังถูกพูดถึงไปอีกนานด้วย

แต่สำหรับแฟนบอลฮาร์ดคอร์แล้ว บางปัจจัยอาจจะเป็นตัวชี้ขาดว่าจะซื้อเกมไหนดี แต่ด้วยหลายๆมุมมองแล้วดูเหมือนว่า “FIFA 18” จะยังครองบัลลังก์เกมบอลที่ดีที่สุดของปีนี้ ถึงแม้จะมีข้อเสียที่ยังด้อยกว่า PES ก็ตาม ยังไงก็ลองอ่านบทความของเราที่เปรียบเทียบระหว่าง FIFA 18 และ PES 2018

รายละเอียดทั่วไป

ถ้าพูดถึงภาคก่อนแล้วมีหลายๆอย่างที่เราชื่นชอบใน FIFA 17 โดยเฉพาะการอัพเดทตัวผู้เล่นแบบเกือบจะ Realtime หรือจะเป็นลิขสิทธิ์ชื่อสโมสรและผู้เล่นเหมือนจริงก็ยังคงเดิมไว้ใน ข้อปฏิบัตใน FIFA55 2018 แต่แน่นอนว่าทาง EA Sports ก็ไม่ได้นิ่งเฉยระหว่าง 1 ปีที่ผ่านมา ทีมงานได้พัฒนาจากสิ่งที่เค้าดีอยู่แล้วได้มีการพัฒนารายละเอียดหลายๆอย่างให้ดีขึ้นไปอีก ยังไงแล้วจุดนี้คือสิ่งที่ FIFA ทำได้ดีกว่าทาง PES อยู่เสมอ

โหมด The Journey

สำหรับภาคนี้ก็ได้สานต่อจากภาคที่แล้ว โดยเราได้ช่วยให้นักเตะดาวรุ่งหน้าใหม่ “Alex Hunter” ไต่ขึ้นมาตามลีกต่างๆจนได้เข้าสโมสรที่ตัวเองหวังไว้ (สโมสรที่เราเลือกไว้) กลับมาในภาคนี้เนื้อเรื่องจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ โดยคราวนี้ Alex Hunter ใฝ่ผันที่จะได้ไปแข่งระดับโลก ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาเราก็ได้กระทบไหล่กับยอดนักเตะอย่าง Cristiano Ronaldo หรือนั่งพูดคุยกับ Rio Ferdinand ด้วย ซึ่งจุดนี้ก็ได้เพิ่มความเข้มข้นจากภาคที่แล้วเมื่อเราได้มีโอกาสในการแข่งขันกับสโมสรระดับโลก

เริ่มต้น The Journey จะมีให้เลือกสโมสร

การดำเนินเนื้อเรื่องของ Alex Hunter ก็ถือว่าค่อนข้างดี เพราะหลายๆครั้งที่ผมมีอารมณ์ร่วมกับไอ้หนูนี่จนอยากให้มันได้ดิบได้ดีซะจริงๆ และสิ่งที่ยังอยู่คือระหว่างเล่นสามารถเลือกควบคุมตัว Alex Hunter คนเดียว หรือจะบังคับแบบทั้งทีมก็ได้ แต่ที่เพิ่มมาในภาคนี้คือหากเรามีเพื่อนมาเล่นด้วย เพื่อนเราจะสามารถเล่น Co-Op ในเนื้อเรื่องได้ด้วย แถมยังให้เพื่อนเข้ามาช่วยเล่นกับเราได้มากถึง 3 คนอีกต่างหาก!!

มี feature เล็กๆน้อยที่เพิ่มขึ้นมาคือ skill tree ที่คล้ายกับเกม RPG และมี objective ต่างๆที่ต้องทำเพื่อ unlock skill พิเศษ นอกจากนั้นก็มีเรื่อง character customization อย่างเช่นการเปลี่ยนชุด หรือทรงผม ก็ทำให้รู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมกับตัวละครดี (และคงเป็นอีกแนวทางที่ EA หาเงินสปอนเซอร์)

ระบบเพิ่ม skill เหมือนเกม RPG !!

ส่วนเนื้อเรื่องนั้นฉาก Cutscene หลายๆครั้งผมรู้สึกว่า Dialogue เลือกได้ค่อนข้างจำกัด และหลายครั้งรู้สึกว่าการตัดสินใจของเราไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตของตัว Alex Hunter เลย ทำให้เกิดรู้สึกว่าเราเป็นเพียงแค่ “คนดู” เท่านั้น แทนที่จะรู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมในความสำเร็จหรือความล้มเหลวในชีวิตนักเตะของเจ้าหนูคนนี้

แต่สุดท้ายแล้ว The Journey เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆที่เกมบอลอื่นๆไม่เคยทำมาก่อน (ซึ่งเริ่มมาจากภาคที่แล้ว FIFA 17) ซึ่งผ่านไปหนึ่งปีแล้วก็จริง แต่ทาง PES ก็ยังไม่หาอะไรมาตอบโจทย์ให้กับผู้เล่นได้เหมือนกับที่ The Journey ให้ได้ คืออย่างน้อยก็ลองทำโหมดเนื้อเรื่องมาแข่งกับ FIFA สักหน่อยอะไรก็ว่ากันไป

Gameplay

ระบบการเล่นของ FIFA 18 ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจากภาคที่แล้ว สิ่งที่ผมสังเกตเห็นที่แตกต่างจากภาคเก่าก็จะคือรู้สึกที่เกมช้าลงนิดนึง (ผู้เล่นวิ่งช้าลง ลูกบอลวิ่งช้าลง) ซึ่งทำให้รู้สึกถึงความสมจริงมากขึ้น ถ้าเทียบกับ PES แล้ว เรารู้สึกได้ว่า FIFA ยังให้ความรู้สึกของเกม “Arcade”

FIFA 18 คือ Bernabeu

EA ได้ยืนยันว่าทีมงานได้รื้อโค้ดของ FIFA 17 ทิ้งและเริ่มสร้างใหม่โดยปรับปรุงในเรื่องการขยับตัวของผู้เล่นให้มี อนิเมชั่นที่ลื่นไหลขึ้น สามารถพลิกแพลงได้กลางท่า และปรับปรุงกลยุทธ์ของ AI ของแต่ละทีมให้แตกต่างไป อย่างเช่น Chelsea จะชอบเล่นลูกขึ้นปีก หรือผู้เล่นดังๆแต่ละคนจะมาในสไตล์การเล่นที่แตกต่างออกไป อย่างเช่น Messi ที่ชอบเลี้ยงลูกเข้าเขตโทษ เป็นต้น

แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบในเกม FIFA (ถ้าเทียบกับ PES) ก็คือ “ระบบ AI และระบบ Gameplay” ที่ทีมงานทำให้บุกง่ายขึ้น ยิงลูกเข้าประตูง่าย (ยิงโครตแรง!) ภาคนี้ขนาดยิงลูกจากนอกเขตโทษก็เข้ากันได้ง่ายๆ ผลที่ตามมาก็ทำให้ “การป้องกันประตู” ทำได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกมขาดความสมดุลและไม่สมจริง เพราะผู้เล่นบางคนที่มี “กลยุทธ์ใช้เกมรับ” เป็นหลัก อาจจะรู้สึกว่ามันไม่แฟร์เมื่อแนวโน้มของเกมเกมบังคับให้ผู้เล่นเน้นไปที่เกมรุก ซึ่งตอนแรกนึกว่ารู้สึกไปเอง แต่พออ่านความเห็นจากที่อื่นๆแล้ว ก็เห็นว่ามีคนคิดเหมือนนี้เหมือนกัน