คุณหมกมุ่นกับการออกกำลังกายหรือเปล่า และวิธีการวัดและพัฒนาสมรรถภาพของหัวใจและปอด

นักกีฬา บางคนทรมานจากการเสพติดการออกกำลังกายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุทั้งการยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ หลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตทางด้านอื่นๆ และรู้สึกติดเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจากการออกกำลังกาย

ในบางราย การหมกมุ่นกับการออกกำลังกายเป็นผลจากโรคทางการกินในรูปแบบที่ชัดเจน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะควบคุมหรือลดน้ำหนัก หรือเพื่อให้ได้รูปร่างที่ต้องการการติดการออกกำลังกายอาจใช้การฝึกอย่างหนักหน่วงเป็นการเผาผลาญพลังงานและคงระดับน้ำหนักหรือลดน้ำหนักเพื่อเพิ่มสมรรถภาพ หรือเพื่อให้ได้รูปร่างหรือน้ำหนักตามที่ต้องการ พวกเขามักจะหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมของตนโดยใช้ความเชื่อที่ว่าจะไม่มีการฝึกหนักเกินไปหรือนานเกินไปสำหรับนักกีฬาที่จริงจัง ความไม่สบายตัว อาการเจ็บปวด หรือแม้แต่การบาดเจ็บจะไม่สามารถหยุดยั้งผู้เสพติดการออกกำลังกายไม่ให้ฝึกได้

ผู้เสพติด การออกกำลังกายเกือบทุกคนจะมีภาวะ overtraining syndrome (การออกกำลังกายที่หนักเกินกว่าร่างกายจะฟื้นตัวได้ทัน) พวกเขามักมีกล้ามเนื้อเกร็งปวดกล้ามเนื้อ กระดูกหักชนิด stress fracture และการบาดเจ็บเรื้อรังจากการใช้งานหนักเกินไป เช่น เส้นเอ็นอักเสบ (tendinitis) เมื่อจี้ถามเกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายอย่างหักโหม พวกเขาอาจยืนยันว่าหากไม่ฝึกหนักขนาดนี้ จะเล่นได้ไม่ดี พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะยึดติดกับความเชื่อผิดๆ ว่าการพักการฝึกแม้แต่เพียงเล็กน้อยจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและจะไม่สามารถกลับไปแข่งขันที่ระดับเดิมได้อีก

ทางเข้า-sbobet

ผู้เสพติดออกกำลังกายหายคนมีพฤติกรรมคล้ายกับผู้ติดยาเสพติด นักกีฬาจะไม่เกิดความพึงพอใจจากการออกกำลังกายอีกต่อไป แต่จะรู้สึกว่าเป็นความจำเป็นการออกกำลังกายไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นภาระหน้าที่ในขณะที่การออกกำลังกายอาจช่วยให้มีความรู้สึกเป็นสุข (euphoria) ได้ชั่วคราว แต่ผู้ติดการออกกำลังจะต้องการการออกกำลังกายที่มากยิ่งขึ้นไปเพื่อให้เกิดความสุขดังกล่าว หากเขาถูกบังคับให้หยุดฝึก เขาจะรู้สึกผิดมากและมีความวิตกกังวล คล้ายกับอาการถอนยา (withdrawal symptoms)

แม้ว่านักวิจัยบางคนรายงานว่า การออกกำลังกายอย่างหนักทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน endorphin (ฮอร์โมนที่สร้างโดยต่อมพิทูอิตารีที่ระงับความเจ็บปวดลดความกังวลและสร้างความรู้สึกเป็นสุข) ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าคนจะสามารถติดการออกกำลังกายได้จริงหรือไม่ endorphin มีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับมอร์ฟีนมาก ดังนั้น การเสพติดการออกกำลังกายจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับนักกีฬาหลายคน การออกกำลังกายอย่างซ้ำๆ ดูจะเป็นการเสพติดทางร่างกายและยังรายงานอีกว่าการลดการออกกำลังกายทันทีจะทำให้เกิดช่วงที่ซึมเศร้าอย่างรุนแรง

สัญญาณเตือนของการออกกำลังกายอย่างย้ำ

  • คุณมีอาการของการฝึกหนักมากเกินไปจนร่างกายฟื้นตัวไม่ทัน
  • คุณฝืนตัวเองให้ออกกำลังกายแม้ว่าจะไม่สบาย
  • คุณแทบจะไม่เคยออกกำลังกายเพื่อความสนุก
  • ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกาย คุณทำอย่างหนักที่สุดหรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • คุณมีความเครียดและความกังวลอย่างมากหากคุณขาดการฝึก
  • คุณเพิกเฉยต่อภาระครอบครัวเนื่องจากคุณต้องออกกำลังกาย
  • คุณคำนวณว่าจะต้องออกกำลังกายมากแค่ไหน ซึ่งขึ้นกับว่าคุณกินมากแค่ไหน
  • คุณอยากออกกำลังกายมากกว่าจะไปกับเพื่อน
  • คุณไม่สามารถผ่อนคลายได้เนื่องจากคิดว่าคุณไม่ได้เผาผลาญพลังงาน
  • คุณกังวลว่าคุณจะน้ำหนักขึ้นหากหยุดออกกำลังกายไปวันเดียว

การออกกำลังกาย แบบย้ำคิดย้ำทำมีอันตรายพอๆ กับการอดอาหาร การล้วงคอให้อาเจียน และการใช้ยาลดน้ำหนักและยาระบาย และยังสามารถนำไปสู่โรคทางการกินที่ผิดปกติร้ายแรง เช่น anorexia และ bulimia เช่นเดียวกับปัญหาทางกายที่ร้ายแรง เช่น ไตวาย หัวใจขาดเลือด และการเสียชีวิต

หาความช่วยเหลือ-การรักษา

การเสพติดการออกกำลังกายและความผิดปกติทางการกินอื่นๆ เป็นเรื่องร้ายแรงและสามารถเป็นอันตรายต่อชีวิตได้หากปล่อยไว้ไม่รักษา การระบุประเภทของความผิดปกติทางการกินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ถูกต้อง คู่มือแนะนำโรคของความผิดปกติในการกินของ About.com จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาและการฟื้นตัวของโรค

การวัดและพัฒนาสมรรถภาพของหัวใจและปอด

สมรรถภาพของหัวใจและปอดมีความสำคัญต่อระบบหมุนเวียนเลือดและระบบหายใจ ในการจัดหาพลังงานและออกซิเจนในระหว่างการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่บอกถึงปริมาณกิจกรรมที่ทำกันเป็นประจำต่อวันว่ามากหรือน้อยเพียงใด และนอกจากนี้ยังสามารถวัดออกมาเป็นรูปธรรมในหน่วย Metabolic equivalents (METs) หรือปริมาณออกซิเจนบริโภคสูงสุด (VO2 max) โดยทดสอบด้วยเครื่องวิ่งหรือจักรยานวัดงาน หรือใช้เป็นค่าประมาณจากการทดสอบด้วยวิธีที่ง่ายกว่า สมรรถภาพของหัวใจและปอดจะเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่สำคัญ และยังสามารถทำนายอัตราการตายจากโรคทางหลอดเลือดหัวใจ ผู้คนส่วนใหญ่สามารถพัฒนาสมรรถภาพดังกล่าวด้วยการเคลื่อนไหวออกแรงเป็นประจำ

สมรรถภาพของหัวใจและปอดวัดได้อย่างไร

วิธีการที่ดีที่สุดในการวัดสมรรถภาพของหัวใจและปอด คือการทดสอบปริมาตรออกซิเจนบริโภคสูงสุดหรือ VO2 max ซึ่งเป็นวิธีที่งานวิจัยต่าง ๆ ใช้กัน แต่ในการวัดปริมาตรดังกล่าวโดยตรงนั้นทำได้ยาก เพราะจะต้องทดลองด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าพร้อมกับสวมเครื่องช่วยหายใจที่ต่อเข้ากับเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วย โดยเครื่องนี้ไม่สามารถหาได้ทั่วไป แต่สามารถเปลี่ยนมาใช้วิธีทดสอบวัดปริมาตรออกซิเจนบริโภคต่ำกว่าค่าสูงสุดที่สามารถนำมาเทียบกับค่า VO2 max โดยวิธีการวัดสมรรถภาพของหัวใจและปอดที่เป็นที่นิยมกันคือการทดสอบด้วยการเดินในระยะ 1 ไมล์ เป็นการทดสอบง่าย ๆ ที่ใช้เพียงนาฬิกาจับเวลา, ระยะทาง 1 ไมล์ (การวิ่งบนลู่วิ่งก็เป็นอีกตัวเลือกง่าย  ๆ ) และเครื่องมือวัดอัตราการเต้นหัวใจ ค่าที่ได้จากวิธีนี้สามารถเปรียบเทียบเพื่อประมาณค่า VO2 max และมีข้อได้เปรียบคือ สามารถวัดได้ในผู้ที่ไม่ต้องการวิ่ง

ส่วนการทดสอบด้วยการวิ่ง 12 นาที ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถวัดค่าต่ำกว่าค่าสูงสุดที่นิยมเช่นกัน ซึ่งวิธีนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย ดร.เคน คูเปอร์ (Dr. Ken Cooper) และใช้โดยเทรนเนอร์ฟิตเนสหรือพวกทหาร โดยคุณจะอุ่นเครื่องก่อนวิ่ง หรือเดินให้มีความเร็วมากที่สุดภายใน 12 นาที และคุณควรหาเครื่องที่แม่นยำในการวัดระยะทาง เช่น จำนวนรอบที่คุณสามารถวิ่งได้ แต่ไม่จำเป็นต้องจับอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งในการทดสอบนี้จะมีค่ามาตรฐานที่แปรผันตามอายุและการมีเพศสัมพันธ์เพื่อมาเปรียบเทียบกับตัวเอง และการบันทึกผลก่อนและหลังการเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายนั้นจะทำให้คุณสามารถวัดการพัฒนาขึ้นได้

วิธีพัฒนาสมรรถภาพของหัวใจและปอด

ในส่วนของสมรรถภาพของหัวใจและปอด สิ่งที่เป็นตัวกำหนดความแข็งแรงของคุณคือ อายุและระยะทาง เมื่ออายุของคุณมากขึ้น สมรรถภาพก็จะยิ่งเสื่อมลงตามอายุ แต่ถ้าคุณสามารถพัฒนาด้วยการทดแทนจากการเพิ่มระยะทางในการเดิน การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ การเล่นสกี ฯลฯ ซึ่งคุณสามารถพัฒนาสมรรถภาพของหัวใจและปอดได้ทั้งหมด 2 ทาง คือ การเพิ่มความหนักหน่วงในการออกกำลังกาย หรือเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายที่ทำอยู่ เพราะวิธีการทั้งสองแบบต่างก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งนั้น และหากคุณชอบที่จะออกกำลังกายด้วยความหนักปานกลาง เช่น การเดินเร็ว มากกว่าการออกกำลังกายแบบหนัก เช่น การวิ่ง คุณก็ยังสามารถพัฒนาสมรรถภาพตนเอง หากคุณออกกำลังกายนานและบ่อยครั้งมากขึ้น

โดยมาตรฐานของการออกกำลังซึ่งแนะนำโดยวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน (American College of Sport Medicine) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (American Heart Association) ได้ให้คำแนะนำว่าการออกกำลังแบบแอโรบิกอันดับแรกที่ควรทำคือ การออกกำลังกายแบบหนักปานกลางเป็นเวลา 30 นาที จำนวน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือการออกกำลังกายแบบหนักเป็นเวลา 20 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และนี้คือมาตรฐานขั้นต่ำ สิ่งที่ผู้ไม่ได้ออกกำลังควรทำคือค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมที่ตนเองทำอย่างสม่ำเสมอ แค่กิจกรรมสั้น ๆ อย่างน้อย 10 นาทีก็สามารถพัฒนาให้นานขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่เท่านั้น เพราะยิ่งทำมาก ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายของคุณ และคุณสามารถเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายของคุณเป็น 10% ต่อสัปดาห์ ในขณะเดียวกันสุขภาพของคุณจะแข็งแรงและสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *